ที่มา : https://www.bloggang.com/
หลักฐานที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ในอดีต
ทั้งหลักฐานที่มนุษย์ทำขึ้น
หรือหลักฐานที่เป็นธรรมชาติซึ่งเกี่ยวข้องกับมนุษย์ในอดีต
หลักฐานเหล่านี้ใช้ในการวิเคราะห์และตีความในการศึกษาวิจัยทางโบราณคดี
(สำนักโบราณคดี,2550)
หลักฐานทางโบราณคดีมีทั้งที่เป็นโบราณสถานและโบราณวัตถุ ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่มีประโยชน์มากในการศึกษาหาความรู้และทำความเข้าใจเกี่ยวกับมนุษย์ หากหลักฐานเหล่านี้พบในสถานที่เดิมซึ่งถูกมนุษย์โบราณทอดทิ้งไว้ ฝังไว้ หรือซุกซ่อนไว้ และถูกค้นพบหรือขุดพบในชั้นดินที่ทับถมโดยกระบวนการทางโบราณคดีแล้วนำมาศึกษาวิเคราะห์ตีความทั้งทางวิทยาศาสตร์และทางศิลปะ ก็จะเป็นประโยชน์ในการเป็นหลักฐานช่วยตรวจสอบ แก้ไข ยืนยัน และเพิ่มเติมเนื้อหาประวัติศาสตร์ที่มีการจดบันทึกได้
ชนิดของหลักฐานทางโบราณคดี
หลักฐานทางโบราณคดีสามารถจำแนกได้เป็น 2 ชนิดคือ
1. หลักฐานที่มนุษย์ทำขึ้น (Artefacts) คือหลักฐานที่มนุษย์ในอดีตทำขึ้นโดยการดัดแปลงหรือใช้วัสดุตามธรรมชาติทำขึ้นตามความต้องการ
ตัวอย่างเช่น บ้านเรือน อาวุธ เครื่องมือเครื่องใช้ เครื่องประดับร่างกาย
ประติมากรรม ฯลฯ
2. หลักฐานที่มนุษย์ไม่ได้ทำขึ้น (Non-artefacts)
คือหลักฐานตามธรรมชาติที่มนุษย์ไม่ได้ดัดแปลง แต่มนุษย์ใช้ประโยชน์
ซึ่งจะทำให้เราสามารถเข้าใจสภาพและสิ่งแวดล้อมของมนุษย์ในอดีตได้ ตัวอย่างเช่น ถ้ำ
เพิงผา ชั้นดินที่ทับถม ซากพืช ซากสัตว์ ฯลฯ
การพบหลักฐานทางโบราณคดี
1. การพบโดยบังเอิญ เป็นการพบหลักฐานทางโบราณคดีเมื่อหลักฐานได้โผล่พ้นผิวดินขึ้นมา จากการเปลี่ยนแปลงลักษณะภูมิประเทศ จากธรรมชาติ เช่น การเปลี่ยนแปลงของภูมิประเทศ การเปลี่ยนแปลงของกระแสน้ำ การกัดเซาะของลม ฝน แม่น้ำลำธาร หรือจากการที่มนุษย์ขุดดินในการปลูกสร้างบ้านเรือนการทำเกษตรกรรม การขุดสระขุดคลอง หลักฐานที่ได้มาโดยวิธีการนี้มักจะไม่ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการศึกษาเรื่องราวของมนุษย์ในอดีตมากนัก
2. การพบโดยการดำเนินงานทางโบราณคดี เป็นการพบหลักฐานจากการดำเนินงานศึกษาค้นคว้าวิจัยตามกระบวนการทั้งทางวิทยาศาสตร์และทางศิลปะ โดยมีขั้นตอนการสำรวจ และขุดค้นเป็นขั้นตอนในการรวบรวมข้อมูล และหลักฐานทางโบราณคดีที่พบในขั้นตอนนี้จะเป็นประโยชน์มากเมื่อนำมาศึกษาวิเคราะห์ ตีความ จนครบกระบวนการ จะสามารถปะติดปะต่อเรื่องราวเกี่ยวกับมนุษย์ในอดีตได้
ที่มา : http://www.admissionpremium.com/
ปัจจัยการเกิดหลักฐานทางโบราณคดี
ปัจจัยการดำรงชีวิตและการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ก่อให้เกิดหลักฐานทางโบราณคดีหลงเหลือให้ศึกษาในปัจจุบัน มนุษย์จำเป็นที่จะต้องดำรงชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมโดยอาศัยปัจจัยต่างๆเพื่อความอยู่รอด มีพัฒนาการทางวัฒนธรรมที่จะต่อสู้ดิ้นรนเพื่อเอาชนะธรรมชาติและเพื่อความอยู่รอด มีการถ่ายทอดทางวัฒนธรรม มีชีวิตอยู่ในสังคมที่มีการติดต่อกันระหว่างบุคคลและกลุ่มคน การตั้งถิ่นฐานของมนุษย์จึงเป็นการรวมกลุ่มกันทางสังคมซึ่งอาจเป็นหน่วยย่อยขนาดครอบครัว ขยายตัวเป็นหมู่บ้าน การรวมตัวกันตั้งถิ่นฐานของมนุษย์จึงขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆหลายประการ ได้แก่
1. อาหาร อาหารของมนุษย์ในยุคเริ่มแรกจะเป็น เนื้อสัตว์ พืชและผลไม้ ตาที่จะล่าหรือแสวงหามาได้ ต่อมาจึงเกิดการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ขึ้น จากการหาอาหาร การเตรียมอาหาร และการบริโภค ได้หลงเหลือร่องรอยหลักฐานทางโบราณคดีต่างๆมากมาย เช่น
- หลักฐานจากการหา การล่า ตัวอย่างได้แก่ มีด ขวาน หอก ธนู ลูกกระสุน เบ็ด ฉมวก กับดักสัตว์ หรือร่องรอยที่ปรากฏบนกระดูกสัตว์ ฯลฯ
- หลักฐานเกี่ยวกับการเพาะปลูกเลี้ยงสัตว์ ตัวอย่างได้แก่ เครื่องมือขุด เคียว คอกสัตว์ เพนียด เชือก โซ่ ฯลฯ
- หลักฐานเกี่ยวกับการเก็บสะสมอาหาร ตัวอย่างได้แก่ หม้อ ไห ยุ้งฉาง ฯลฯ
- หลักฐานในการบริโภค การเตรียมการบริโภค และของเหลือ ตัวอย่างได้แก่ หม้อ จาน ชาม กองไฟ เส้า มีด ช้อน ซ่อม ทัพพี กองขยะจากครัวเรือน ฯลฯ
2. เครื่องนุ่งห่ม เครื่องนุ่งห่มมีความจำเป็นในการใช้ต่อสู้ความหนาวเย็น มนุษย์ได้พัฒนาเครื่องนุ่งห่มจากพืช เช่น ใบไม้ ฝ้าย และเส้นใยต่างๆ และเครื่องนุ่งห่มจากหนังสัตว์หรือขนสัตว์ที่ได้จากการล่าสัตว์มาเป็นอาหาร ต่อมาเครื่องนุ่งห่มไม่ได้เป็นเพียงเครื่องป้องกันความหนาวเย็น เท่านั้น แต่เป็นเครื่องประดับตกแต่งและเครื่องกำหนดสถานะในสังคมด้วย เช่น
- หลักฐานที่เป็นร่องรอยเครื่องนุ่งห่ม และการทำเครื่องนุ่งห่ม ได้แก่ แวดินเผา(เครื่องใช้ในการปั่นด้าย) รอยพิมพ์ของผ้าบนดิน บนสนิมโลหะ
- หลักฐานที่เป็นเครื่องประดับ มักทำขึ้นจากวัสดุที่มีความคงทนถาวร เช่น หิน แก้ว เปลือกหอย เมล็ดพืช สำริด ทองคำ ฯลฯ ลักษณะของเครื่องประดับจะขึ้นอยู่กับเป้าหมายหรือหน้าที่ของเครื่องประดับ และค่านิยมในรูปแบบขณะที่ทำเครื่องประดับนั้นๆ
ที่มา : https://www.bloggang.com/
3. ที่อยู่อาศัย มนุษย์ต้องการที่อยู่อาศัยเพื่อปกป้องตนเองจากภัยธรรมชาติ ภัยจากสัตว์ร้าย และภัยจากมนุษย์ด้วยกัน ที่อยู่อาศัยจึงเป็นปัจจัยสำคัญอีกอย่างหนึ่งในการดำรงชีวิต จากถ้ำและเพิงผา มนุษย์ได้สร้างเพิงหรือกระท่อมอย่างง่ายๆด้วยวัสดุที่หาได้จากธรรมชาติ จากนั้นจึงพัฒนามาเป็นบ้านเรือน หลักฐานที่เป็นที่อยู่อาศัยจะสะท้อนสภาพความเป็นอยู่ กิจกรรม ตลอดจนพัฒนาการทางสถาปัตยกรรมในยุคสมัยนั้นๆ
4. ความปลอดภัย มนุษย์มีความต้องการที่จะดำรงชีวิตอยู่ในธรรมชาติอย่างปลอดภัย มีความสุขทั้งทางร่างกายและจิตใจ สิ่งที่ทำลายความปลอดภัยของมนุษย์นั้น นอกจากสัตว์ร้าย การเจ็บไข้ได้ป่วย และภัยธรรมชาติแล้ว มนุษย์ด้วยกันเองยังเอารัดเอาเปรียบกัน นอกจากนี้มนุษย์ยังต้องการสาธารณูปโภค สาธารณูปการที่สนองสวัสดิภาพทั้งในขณะที่มีชีวิตอยู่ตลอดจนสิ้นชีวิตไปแล้ว
- หลักฐานในการป้องกันตนเองจากภัยธรรมชาติ สัตว์ร้าย และมนุษย์ด้วยกันเอง รวมทั้งสาธารณูปโภค และสาธารณูปการ ได้แก่ อาวุธ คูเมือง กำแพงเมือง คันกั้นน้ำ เขื่อน บ่อน้ำ สระน้ำ
- หลักฐานในการป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ ได้แก่ ร่องรอยซากพืชที่เป็นยาสมุนไพร ร่องรอยที่ปรากฏบนโครงกระดูกมนุษย์ หินบดยาและสากบดยา
- หลักฐานเกี่ยวกับการตาย ได้แก่ ร่องรอยที่ปรากฏบนโครงกระดูกมนุษย์ การจัดการศพ ความเชื่อและประเพณีต่างๆ
5. ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล มนุษย์มีการติดต่อสัมพันธ์กันระหว่างบุคคล สังคม โดยการสื่อสารติดต่อระหว่างกัน การเดินทางไปมาหาสู่ระหว่างกัน และการอพยพเคลื่อนย้ายถิ่นฐาน อันเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการแพร่กระจาย การรับเอา การดัดแปลง และการผสมผสานทางวัฒนธรรม
- หลักฐานเกี่ยวกับการติดต่อสื่อสาร หลักฐานด้านนี้จะปรากฏในรูปของตัวอักษรที่มนุษย์คิดขึ้นหรือรับเอามาใช้เป็นภาษาที่แตกต่างกัน ในบางครั้งจะพบว่ามีการใช้ตัวอักษรแบบเดียวกันในภาษาที่แตกต่างกัน หลักฐานที่พบได้แก่ จารึก บันทึก เอกสาร พงศาวดาร หนังสือ ตำรา
- หลักฐานเกี่ยวกับการเดินทาง ได้แก่ รอยเท้า ร่องรอยเส้นทางโบราณ ถนนโบราณ พาหนะ และชิ้นส่วนยานพาหนะ
- หลักฐานเกี่ยวกับการอพยพ มนุษย์จะมีการอพยพด้วยสาเหตุต่างๆกัน เช่น การอพยพตามฝูงสัตว์ การอพยพเพื่อหาพื้นที่เกษตรกรรมที่อุดมสมบูรณ์ การอพยพหนีภัยธรรมชาติ โรคระบาด หรือสงคราม
6. ศิลปะและการบันเทิง นอกเหนือจากความต้องการทางร่างกายของมนุษย์แล้ว มนุษย์ยังมีความต้องการทางจิตใจ ความงดงามของตนเอง ของผู้คนใกล้ชิด ของสิ่งแวดล้อม การแสดงความภาคภูมิใจ ความประทับใจในธรรมชาติและปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ การแสดงออกซึ่งความคิด ความหวัง จินตนาการ การใช้เวลาว่างในการสร้างสรร การละเล่น และการบันเทิงเริงใจ ก่อให้เกิดงานศิลปะที่สะท้อนให้เห็นสะภาพชีวิต สภาพแวดล้อม การแต่งกาย การล่าสัตว์ ตลอดจนพิธีกรรม
ที่มา : https://www.bloggang.com/
นักโบราณคดี
นักโบราณคดี มีหน้าที่สำรวจขุดค้นโบราณสถานหรือวัตถุ เพื่อศึกษาวิจัยเรื่องราวในอดีต และแหล่งวัฒนธรรมของมนุษย์ในสมัยโบราณ ทำการสำรวจและขุดค้น แหล่งที่คาดว่าจะพบสถานที่หรือวัตถุโบราณ ทำการวิจัยโบราณศิลปวัตถุ ที่ได้จากการขุดค้นหรือขุดแต่งโบราณสถาน ศึกษา หาหลักฐานเพื่ออ้างอิง หรือเปรียบเทียบ และสรุปถึงยุคสมัยของศิลปวัตถุชิ้นนั้น ๆ ทำการบันทึกการ ค้นพบและผลการวิเคราะห์
ที่มา : http://www.admissionpremium.com/
ลักษณะของงานที่ทำ
1. สำรวจและขุดค้นเพื่อหาหลักฐานทางโบราณคดี เช่น ร่องรอยการอยู่อาศัย วัฒนธรรมของมนุษย์ จากโครงกระดูก เศษภาชนะดินเผา ฯลฯ
2. นำหลักฐานทางโบราณคดีมาศึกษาวิเคราะห์ และตีความ โดยประมวลความรู้จากหลากหลายสาขาทั้ง วิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ศิลปะ มานุษยวิทยา ฯลฯ เพื่อให้ทราบถึงเรื่องราวในอดีตของมนุษย์
3. เผยแพร่ข้อมูลความรู้ทางวิชาการด้านโบราณคดี ทั้งการเขียนเป็นรายงานการสำรวจ การขุดค้น บทความ ทางวิชาการ จัดแสดงเป็นนิทรรศการหรือจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์
การขุดค้นทางโบราณคดี
1. กระบวนการหรือกรรมวิธีการเก็บข้อมูลหรือการตรวจสอบทางโบราณคดี โดยการขุดหาวัตถุหลักฐานที่มีการทับถมในชั้นดิน เพื่อทำการศึกษา วิเคราะห์ สรุปเรื่องราว หรือการขุดค้นเพื่อตรวจสอบหรืออนุรักษ์ทางโบราณคดี
ในกรณีที่ขุดตรวจสอบศึกษาร่องรอยสถาปัตยกรรม เรียกว่า การขุดแต่งทางโบราณคดี
2. การขุดเพื่อค้นคว้าหาความรู้จากโบราณวัตถุ โบราณสถาน โดยหลักวิชาอันประกอบด้วยการขุดอย่างพินิจพิเคราะห์และจดบันทึกรายงานอย่างถูกต้อง เพื่อประโยชน์ในการค้นคว้าวิจัยพฤติกรรมด้านต่างๆ ของมนุษย์ ที่เราเรียกว่าปนระวัติศาสตร์และวัฒนธรรม
3. วิธีปฏิบัติงานขั้นตอนหนึ่งของการทำงานโบราณคดี ซึ่งเป็นขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับการเปิดเผยและบันทึกหลักฐานทางโบราณคดีที่ทับถมอยู่ใต้ชั้นดิน โดยการขุดค้นมีอยู่หลายเทคนิค แต่ละเทคนิคมีข้อเด่นและข้อด้อยแตกต่างกัน เช่น Open Area Excavation, Planum Method, Quardrant Method และ Wheeler Method
การอนุรักษ์หลักฐานทางโบราณดคี
กรมศิลปากรนิยามคำ ''การอนุรักษ์'' ว่าหมายถึง ''การดูแลรักษาเพื่อให้คงคุณค่าไว้ และให้หมายรวมถึงการป้องกัน การรักษา การสงวน การปฏิสังขรณ์และการบูรณะด้วย
การสงวนรักษา หมายถึง ''การดูแลรักษาไว้ตามสภาพของเดิมเท่าที่เป็นอยู่และป้องกันมิให้เสียหายต่อไป''
การปฏิสังขรณ์ หมายถึง ''การทำให้กลับคืนสู่สภาพอย่างที่เคยเป็นมา''
การบูรณะ หมายถึง ''การซ่อมแซมและปรับปรุงให้รูปทรงมีลักษณะกลมกลืนเหมือนของเดิมมากที่สุดเท่าที่จะมากได้
แต่ต้องแสดงความแตกต่างของสิ่งที่อยู่เดิมและสิ่งที่ทำขึ้นใหม่''
อ้างอิง
สำนักโบราณคดี กรมศิลปากร. ศัพทานุกรมโบราณคดี. กรุงเทพฯ: สำนักโบราณคดี กรมศิลปากร, 2550.
พิเศษ เจียจันทร์พงษ์. โบราณคดีเบื้องต้น. (นิคม มูสิกะคามะ บรรณาธิการ). กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2517.
Timothy C. Darvill. The concise Oxford dictionary of archaeology. New York : Oxford University Press, 2002
เรียบเรียงโดย นายพิชชากร ทองกล่ำ





ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น